จุดจบของ “ไฮโซเก่ง”ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ นักเลงผู้หญิง ซื้อขายพระเครื่อง โลกสรรเสริญ แต่ทางธรรมคือทางแห่งความเสื่อม
จุดจบของ “ไฮโซเก่ง” ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ นักเลงผู้หญิง ผู้หญิงซื้อขายพระเครื่อง โลกสรรเสริญ แต่ทางธรรมคือทางแห่งความเสื่อม ในทางโลก มีการสรรเสริญเยินยอผู้หญิงที่เข้ามาสู่วงการพระเครื่อง เล่นซื้อขายพระเครื่อง ถึงขนาดว่า ในเอไอมีการจัดอันดับผู้หญิงเล่นพระเครื่องในไทยมีอยู่ 3 คนด้วยกัน ได้แก่ ไดอาน่า หรือ อริส สารีวงษ์ ฉายานางฟ้าพระเครื่อง ส่วนคนที่กำลังเป็นที่ร้อนแรงในสังคมขณะนี้ คือ ไฮโซเก่ง หรือ นางดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ซึ่งทางโลกมอบฉายาให้ว่า “เศรษฐินีใจนักเลง” และ ใหม่ สุคนธวา ซึ่งคนที่สามนี้เป็นนักสะสม ไม่ได้ลงมาเล่นในตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนพระเครื่อง #จุดจบของนักเลงผู้หญิง น้ำตาพร้อมคดีที่ผูกโยงกับเซียนพระ และการยกย่องตำรวจที่กระทำอนันตริยกรรม สำหรับ ไฮโซเก่ง หรือ นางดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ เจ้าของฉายาเศรษฐินีใจนักเลง ปัจจุบันในข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ณ วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 25679 นั่งเป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่ 21 ของ บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ. เอ็ม.ซี.เอส.สตีล มีสัดส่วนการถือครองหุ้นจำนวน 2 ล้าน 4 แสนหุ้น คิดเป็น 0.50% ขณะที่อันดับหนึ่งของผู้ถือครองหุ้นใน บมจ.ดังกล่าว คือ บริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ขณะที่ “นายไนยวน ชิ” ผู้มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง บมจ.เอ็ม.ซี.เอส.สตีล ซึ่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายเหล็กเส้นพร้อมนวัตกรรมแผ่นดินไหวไปยังประเทศญี่ปุ่น ถือครองหุ้นเป็นอันดับ 7 ในสัดส่วนผู้ถือหุ้นจำนวน 6 ล้าน 5 แสนหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.36% ชื่อของ “ไฮโซเก่ง” ติดอยู่ทุกแพลตฟอร์มในการรายงานข่าวของทุกโซเชียล ในกรณีการตกเป็นเจ้าหนี้คนสำคัญ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเซียนพระเป็นหนี้เธอถึง 7 คน หนึ่งในนั้น คือ นายโทนทอง สุขแก่น หรือ ฉายา “โทน บางแค” เซียนพระชื่อดังซึ่งมีผู้ติดตามในเฟสบ๊คถึง 1.17 ล้านคน ไฮโซเก่ง หรือ เศรษฐินีใจนักเลง ตกเป็นข่าวทุกหน้ากระดาน จากการแถลงข่าวหน้ากองบังคับการกองปราบปรามกรณีแจ้งความดำเนินคดีกับ “โทน บางแค” โดยเน้นย้ำว่า ไปรู้จักกับโทน บางแค จากการนำรถยี่ห้อเบนซ์ลี่ เลขทะเบียน 9999 ไปขายโทน บางแค ในลักษณะผ่อนซื้อเป็นงวดๆ รวมทั้งได้รับสินทรัพย์ที่มาจำนองเป็นมูลค่าที่ตนเองไม่พอใจ ต้องให้ “โทน บางแค” นำสินทรัพย์มาให้พอกับที่ตนเองพอใจ ในมูลค่าหนี้ที่หยิบยืมไปในสัญญากู้ยืมเงิน ซึ่งมูลค่ารวม 300 ล้านบาท แต่งานนี้เจ้าของฉายาเศรษฐินีใจนักเลง ถึงกับหลั่งน้ำตาอย่างมีนัยยะที่สังคมต้องติดตาม ว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ ที่สังคมเรียกกันว่า บิ๊กเต่า เดือดร้อน ทั้งๆที่คดีดังกล่าว บิ๊กเต่าไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพียงแต่ “โทน บางแค” มีความตระหนักถึงการทำหน้าที่ของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ว่า ทำไมมารับหน้าเสื่อในการติดตามทวงหนี้ รวมถึงมีประเด็นหักเหลี่ยมกันทางหน้าจอสื่อ โดยการใช้ไฮโซเก่งมาแถลงข่าวตอบโต้ว่า ภาพการเคลียร์หนี้ที่ชั้น 27 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2569 โดยไม่ได้ออกหมายเรียกจากตำรวจ ไม่ได้มาจากตนเอง แต่มาจากฝ่ายของโทน บางแค ที่เป็นตัวตั้งตัวตี รวมถึงยังมีการสร้างภาพให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ว่า เป็นตำรวจที่ดี ด้วยภาพการที่โทน บางแค ตกเป็นลูกหนี้ไฮโซเก่ง และ ไปพูดออกสื่อ ไม่ตรงกับที่ไฮโซเก่งแถลงข่าวแก่สื่อมวลชนที่หน้ากองบังคับการกองปราบปราม ในวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2569 #ผลบาปของตำรวจที่ทำอนันตริยกรรม กับวังวนแห่งเส้นทางสายบาป ขณะที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว เคยมีประวัติที่โลกพากันสรรเสริญว่าเป็นตำรวจที่กล้าสึกพระ ถึงขั้นมีการยกยอปอปั้นว่าเป็นมือปราบอลัชชี แต่ในทางธรรมนั้น การกระทำของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว นับเป็นการกระทำที่เป็นบาป เพราะการที่ฆราวาสนำเรื่องอาบัติชั่วหยาบ (ปาราชิก หรือ สังฆาทิเสส) ของภิกษุไปป่าวประกาศหรือบอกเล่าให้ผู้อื่นฟัง แม้จะเป็นความจริง ตามหลักพระธรรมวินัยถือว่ามีผลเสียและโทษ โดยส่งผลให้เกิดบาปทางธรรมแก่ผู้กระทำ เพราะการพูดเรื่องความผิดร้ายแรงของผู้อื่น (ส่อเสียด) ทำให้เกิดอกุศลจิต ทำให้ใจเศร้าหมอง และถือเป็นการทำลายศรัทธาของชาวบ้านต่อพระพุทธศาสนา ที่สำคัญ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ได้ทำกรรมชั่วที่เรียกว่า สร้างความแตกแยก ด้วยการนำอาบัติชั่วหยาบไปโจษจัน ซึ่งนำไปสู่ความแตกแยกในหมู่สงฆ์ (สังฆเภท) และ ทำให้ผู้บวชใหม่เกิดความรังเกียจศาสนา รวมทั้งไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ เพราะเรื่องวินัยชั่วหยาบเป็นเรื่องที่สงฆ์ต้องชำระกันภายในตามกระบวนการ ฆราวาสไม่มีหน้าที่ไปชี้มูลความผิด และ ผลบาปที่เกิดจากการทำสังฆเภท (การทำให้หมู่สงฆ์แตกแยกกัน) เรียกว่า อนันตริยกรรม ถือเป็นบาปหนักที่สุด (ครุกรรม) ฝ่ายอกุศล 1 ใน 5 อย่าง โดยผู้ทำสังฆเภทจะต้องเสวยผลกรรมในนรกตลอด 1 กัป (เรียกว่านิรยคัปปิกเปรต)ส่วนอนันตริยกรรมมีทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่ ฆ่าพ่อ, ฆ่าแม่, ฆ่าพระอรหันต์, ทำร้ายพระพุทธเจ้า (โลหิตุปบาท), และ ทำสังฆเภท จึงนับได้ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ได้กระทำกรรมชั่วดังกล่าวในยุคปัจจุบันที่เป็นตัวอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผลแห่งบาป จึงทำให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว กลายเป็นท่าน สำหรับนักเลงผู้หญิง และ นักเลงผู้ชาย ต้องเป็นตำรวจที่วนเวียนอยู่ในสังคมแห่งบาป ด้วยอำนาจแห่งกรรมชั่วที่ทำไว้กับพระพุทธศาสนา #กฎแห่งกรรมไม่ต้องรอชาติหน้า เพราะ “เงิน” กำลังเป็นงูเห่ากัดฉกตำรวจชั่ว ขณะที่น้ำตาของนักเลงผู้หญิง ซึ่งเป็นเจ้าของฉายาเศรษฐินีใจนักเลง มีนัยยะสำคัญ ที่พูดด้วยน้ำตาพร้อมปากที่สั่นเครือว่า ท่านจรูญเกียรติ ท่านจรูญเกียรติ อวัจนภาษาเหล่านี้ มีอะไรที่สังคมมองไม่เห็นหรือไม่? อวัจนภาษาเหล่านี้ มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ลับหลังผู้คนหรือไม่? เพราะคนที่เข้าไปเกลือกกลั้วในวงการซื้อขายพระเครื่อง ย่อมไม่ใช่ผู้ที่เดินอยู่บนเส้นทางธรรม เพราะวงการซื้อขายพระเครื่อง มีเรื่อง “เงิน” มาเป็นตัวแปรสำคัญ และ “เงิน” นั้นอันตรายสำหรับทุกผู้คน และ ในอดีตคำว่า “เงิน” เคยถูกตำรวจชั้นเลวซึ่งทำกรรมชั่วต่อพระพุทธศาสนา ได้เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า เงินเป็นงูเห่าสำหรับพระสงฆ์ที่ทำให้ตำรวจคนดังกล่าวไปจับสึก วันนี้กฎแห่งกรรมไม่ต้องรอชาติหน้า เพราะคำว่า “เงิน” หรือ งูเห่า ในวงการพระเครื่องกำลังฉกกัดนายตำรวจเลวที่ทำให้ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาสั่นคลอน ผ่านตัวละครที่ได้รับฉายาว่า “เศรษฐินีใจนักเลง” และ “โทน บางแค”
SCOOP
ไฮโซเก่ง กับ โทน บางแค
สมัยยังชื่นมื่น แบบพี่น้อง




ไฮโซเก่ง และ โทน บางแค
ในห้วงเวลาปัจจุบัน
ทุกอย่างไม่เที่ยง
โลกยกย่อง
แต่ไม่ถูกธรรม
เพราะ "เงิน" นั้น
อันตราย
