มหากาพย์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ประเทศไทย และ กัมพูชา เป็นคู่ความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่หลังกัมพูชาได้ตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศส กัมพูชามีการอ้างแผนที่ที่ฝรั่งเศสมอบไว้ให้ในอัตราส่วน 1 ต่อ 200,000 ตารางกิโลเมตรเสมอ ขณะที่ประเทศไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดๆ จึงใช้แผนที่อัตราส่วน 1ต่อ 50,000 ตารางกิโลเมตร มาโดยตลอด แต่เมื่อกัมพูชานำหลักฐานไปขึ้นศาลโลก กัมพูชาได้อ้างแผนที่อัตราส่วนฉบับที่ฝรั่งเศสมอบให้หลังตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส สำหรับกัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสเป็นเวลา 90 ปี ตั้งแต่ วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2406 หรือ ค.ศ. 1863 เมื่อพระบาทสมเด็จพระนโรดม พรหมบริรักษ์ ทรงลงนามในสนธิสัญญารับสถานะรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส และ สิ้นสุดการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในวันที่ 9 พฤศจิกายน ปี พ.ศ. 2496 หรือ ค.ศ. 1953 แต่ในทางปฏิบัติ กัมพูชา ยังใช้หลักฐานด้านความมั่นคงของประเทศที่ทิ้งไว้โดยฝรั่งเศสเป็นต้นฉบับ เสมือนหนึ่งกัมพูชายังอยู่ในสภาพเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสตลอดเวลา ทำให้ในเวลาต่อมา กัมพูชาได้นำเรื่องประสาทพระวิหารขึ้นสู่คดีในศาลโลก ให้ตัดสินว่าเป็นของไทย หรือ กัมพูชา โดยมีเรื่องราวน่าสนใจ ดังนี้... อ่านรายละเอียดในข่าว (คลิ๊ก)
SCOOP
@ แผนที่ที่ไทยและกัมพูชาถือคนละฉบับ
แต่ศาลโลกใช้แผนที่ของฝรั่งเศสที่มอบให้กัมพูชา
ตั้งแต่สมัยตกเป็นเมืองขึ้น
ศาลโลก (ICJ : International Court of Justice) มีชื่อภาษาไทยอย่างเป็นทางการว่า “ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” ส่วนใน ภาษาฝรั่งเศส เขียนว่า “Cour internationale de justice” มีที่ตั้งอยู่ที่ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Peace Palace) โดยมี จำนวนผู้พิพากษา15 คน มีวาระดำรงตำแหน่ง 9 ปี ได้ตัดสินให้ ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และคดีปราสาทพระวิหาร มีเหตุการณ์สำคัญแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่
#คดีในช่วงปี พ.ศ. 2505 หรือ ค.ศ. 1962
ศาลโลกมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ดังนี้
• คำตัดสิน: ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา
• เหตุผลหลัก: ศาลใช้หลักการ "การยอมรับโดยปริยาย" (Estoppel) เนื่องจากไทยไม่คัดค้านแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้น ซึ่งลากเส้นให้ปราสาทอยู่ในฝั่งกัมพูชา
• ผลทางกฎหมาย: ไทยต้องถอนกำลังทหารและคืนโบราณวัตถุที่นำออกมาจากปราสาท
#คดีตีความปี พ.ศ. 2556 หรือ ค.ศ. 2013
กัมพูชาได้ยื่นขอให้ศาลโลกตีความคำพิพากษาเดิมอีกครั้ง เนื่องจากเกิดความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร
• คำตัดสิน: ศาลตัดสินว่าพื้นที่บริเวณใกล้เคียงปราสาท (เล็กน้อย) เป็นของกัมพูชา แต่ไม่ได้ตัดสินรวมไปถึงพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรทั้งหมดตามที่กัมพูชาอ้างสิทธิ์
• ผลลัพธ์: ทั้งสองประเทศต้องร่วมกันเจรจาเพื่อกำหนดเขตแดนในส่วนที่เหลือผ่านกลไกทวิภาคีต่อไป
ข้อสังเกตสำคัญ: แม้ไทยจะแพ้คดีในส่วนของ "ตัวปราสาท" แต่ในปัจจุบันยังคงมีการถกเถียงเรื่องพื้นที่รอบข้างและการจัดการพื้นที่มรดกโลกร่วมกันอยู่เสมอ
แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 (1 ซม. = 2 กม.) คือแผนที่ที่จัดทำโดยฝรั่งเศส (ในฐานะเจ้าอาณานิคมกัมพูชา ซึ่งในเวลานั้น กัมพูชาตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส) โดยเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นเส้นแบ่งเขตแดนอย่างเป็นทางการ แต่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับในหลายพื้นที่ เพราะทำให้เสียดินแดน เนื่องจากแผนที่ดังกล่าว มีเส้นหนาและความละเอียดต่ำ ไม่ตรงกับภูมิประเทศจริง
ประเด็นสำคัญของแผนที่ 1:200,000 กรณีไทย-กัมพูชา:
• ที่มา: เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม (สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส พ.ศ. 2450) โดยอ้างอิงหลัก "สันปันน้ำ" แต่เส้นแดนที่วาดในแผนที่หลายจุดไม่ได้เป็นไปตามหลักสันปันน้ำจริง
• ความแตกต่างจาก 1:50,000 (ที่ประเทศไทยใช้): แผนที่ 1:200,000 มีความละเอียดต่ำ (1 ซม. บนแผนที่ = 2 กม. ในพื้นจริง) ในขณะที่ไทยยึดแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 (1 ซม. = 500 เมตร) ซึ่งละเอียดและแม่นยำกว่ามาก
• ปัญหาหลัก: เส้นเขตแดนในแผนที่ 1:200,000 มีความหนามาก หากนำมาทาบในภูมิประเทศจริง ความหนาของเส้นอาจครอบคลุมพื้นที่หลายร้อยเมตรถึงหลายกิโลเมตร ทำให้กัมพูชาอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ที่ควรจะเป็นของไทยได้
• พื้นที่พิพาท: ข้อพิพาทนี้ส่งผลกระทบหลักบริเวณพื้นที่รอบปราสาทพระวิหารและชายแดนอื่นๆ ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน
@เอ็มโอยู 43 ผู้ร้ายตัวจริง
ส่งผลไทยแพ้คดีปราสาทพระวิหารในศาลโลก
แม้มีการลงนาม MOU 2543) ที่ระบุให้ใช้แผนที่ 1:200,000 เป็นฐานในการเจรจา แต่ไทยมองว่าต้องนำมาเทียบกับสภาพจริง ไม่ใช่ยึดเส้นตามแผนที่นั้นโดยเบ็ดเสร็จ
ขณะที่ปัจจุบันแผนที่ 1:200,000 ยังเป็นประเด็นความขัดแย้งเรื่อง "เส้นทางกฎหมาย" (ที่ฝรั่งเศสวาด) กับ "เส้นทางภูมิศาสตร์" (หลักสันปันน้ำตามจริง) ซึ่งยังส่งผลให้ไทยและกัมพูชา ยังเกิดการปะทะทางการทหาร และ มีความสูญเสียชีวิตของทหารทั้ง 2 ประเทศอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ MOU 2543 หรือ MOU 43 คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชา ลงนามเมื่อ 14 มิถุนายน 2543 เพื่อใช้เป็นกรอบเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก โดยใช้เอกสารสนธิสัญญา-แผนที่สยามฝรั่งเศส ค.ศ. 1904-1907 เป็นหลัก กลไกนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนอย่างสันติผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งควรยกเลิกทั้งหมด เพราะเอ็มโอยูดังกล่าว นอกจากจะไม่ได้ข้อสรุปแนวทางในเชิงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชาแล้ว ยังพบว่า มีการใช้ช่องโหว่เอ็มโอยู 43 ในทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง และ ยังนำมาสู่ประเด็นความขัดแย้งจนถึงปัจจุบัน และเอ็มโอยูดังกล่าวนำไปสู่การที่ประเทศไทยแพ้คดีในศาลโลก กรณีคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2556
@เอ็มโอยู 44 นำมาสู่การปะทะ
และกัมพูชายากที่จะทำใจยกเลิก
แม้ว่า “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี” ในฝั่งของประเทศไทย จะพยายาเร่งแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา ด้วยการประกาศยกเลิกเอ็มโอยู 44 แต่ดูเหมือนว่า ทางฝ่ายกัมพูชา มีท่าทีเพียงแค่รับทราบ ผ่านพลเอกสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแณต หรือ ฮุน มา เน็ต นายกรัฐมนตรี ประเทศกัมพูชา และ ดูเหมือนว่า ทางสมเด็จฮุน เซน ผู้ปกครองประเทศกัมพูชาตัวจริง จะไม่ยอมรับหลักการใดๆของประเทศไทยแต่อย่างใด และ ยากที่สมเด็จฮุน เซน จะทำใจได้ ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับดังกล่าว อันนำมาซึ่งผลประโยชน์ให้กับกัมพูชาในพื้นที่อาณาเขตทางทะเล
สำหรับ MOU 44 หรือ บันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชา พ.ศ. 2544 คือกรอบการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (Overlapping Claims Area - OCA) และการพัฒนาร่วมทรัพยากรปิโตรเลียม ซึ่งล่าสุด รัฐบาลไทยได้ประกาศยกเลิก MOU 44 อย่างเป็นทางการ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 โดยให้เหตุผลว่าไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 2 ทศวรรษ และเตรียมเปลี่ยนมาใช้หลักกฎหมายสากลอย่าง UNCLOS แทน
ทั้งนี้ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี” เปิดเผยหลังการหารือร่วมกับฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ณ ประเทศฟิลิปปินส์ โดยระบุว่ารัฐบาลไทยได้แจ้งเจตจำนงในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2544 หรือ เอ็มโอยู 44 (MOU44) อย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 2 ทศวรรษ ซึ่งทางรัฐบาลกัมพูชาได้รับทราบเจตจำนงนี้เพื่อเตรียมเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป โดยจากการหารือ ทั้งสองประเทศเห็นพ้องที่จะเปลี่ยนผ่านจากการใช้กรอบ MOU 2544 มาเป็นกลไกภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea - UNCLOS) เพื่อให้การเจรจาในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเป็นไปตามมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ
เพราะฉะนั้นการยกเลิกเอ็มโอยู 44 รัฐบาลไทยแจ้งเจตจำนงยกเลิก MOU 44 ต่อกัมพูชาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเสนอทิศทางใหม่ ปรับมาใช้กลไกภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อเจรจาเขตไหล่ทวีป
• เป้าหมาย: นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าคาดจะหาข้อสรุปให้ได้ภายใน 1 ปีผ่านกระบวนการประนอมภาคบังคับ
• อธิปไตย: ยืนยันหนักแน่นว่า "เกาะกูดเป็นของไทย" และการยกเลิกนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นแบ่งเขตแดนลากผ่านเกาะจนเกิดความสับสน
สาระสำคัญของ MOU 44 เดิม
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้กำหนดให้เจรจา 2 เรื่องควบคู่กัน (Indivisible Package) ตามข้อมูลจาก กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย:
• การแบ่งเขตทางทะเล: สำหรับพื้นที่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ
• พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA): สำหรับพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ เพื่อแบ่งปันทรัพยากรพลังงาน
• เงื่อนไข: ต้องทำข้อตกลงทั้งสองส่วนไปพร้อมกัน จะเลือกทำเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้
ข้อถกเถียงเรื่องการยกเลิก
• ฝ่ายสนับสนุน: มองว่าช่วยให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับเส้นอ้างสิทธิ์ของกัมพูชาที่ลากผ่านเกาะกูด และกลับไปใช้หลักกฎหมายสากลที่ชัดเจนกว่า
• ฝ่ายกังวล: เกรงว่าการยกเลิกฝ่ายเดียวอาจนำไปสู่ข้อพิพาทในศาลระหว่างประเทศ หรือทำให้กัมพูชาใช้กลไกประนอมภาคบังคับบีบให้ไทยต้องเจรจาใหม่
• ประชามติ: มีข้อเสนอให้ทำประชามติ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาจเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อนเกินกว่าจะสรุปได้ง่ายๆ
จุดสำคัญ: แม้ยกเลิก MOU 44 แต่ทั้งสองฝ่ายยังต้องเจรจากันภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อนำทรัพยากรปิโตรเลียมมหาศาลมาใช้ประโยชน์และยุติความขัดแย้งเรื่องเขตแดน ซึ่งโอกาสในการเจรจาเพื่อหาข้อยุติ ยังยากที่จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เนื่องจากตัวแปรสำคัญ คือ สมเด็จฮุน เซน ซึ่งคือผู้ปกครองตัวจริงของประเทศกัมพูชา ซึ่งมีความต้องการชัดเจนที่จะให้ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชายังคงดำเนินต่อไป ผ่านการสูญเสียในแนวปะทะชายแดนไทยและกัมพูชาในพื้นที่ทั้งทางบก และ ทางทะเล ที่ยังมีต่อเนื่อง รวมถึงการที่กัมพูชายังคงลอบวางระเบิดในชายแดนไทยและกัมพูชา ในเขตพื้นที่รอยต่อจังหวัดสุรินทร์ของไทย โดยจังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ทางทิศใต้ติดต่อกับ จังหวัดอุดรมีชัย (Oddar Meanchey) ของประเทศกัมพูชา และมีเทือกเขาพนมดงรักเป็นแนวแบ่งเขตแดนธรรมชาติ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกาบเชิง (ด่านช่องจอม), สังขะ, บัวเชด และพนมดงรัก
เวทีเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา จึงยากที่จะหาข้อยุติ เพราะสมเด็จฮุน เซน ยากจะที่จะทำใจได้ในการไม่ใช้เอ็มโอยู 44 เพราะสมเด็จฮุน เซน เคยประสบความสำเร็จในการใช้เอ็มโอยู 43 เพื่อนำไปสู้กับไทยในศาลโลก ในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อ 13 ปีที่แล้ว
###########
ขอบคุณภาพประกอบ :- บีไทมส์


